
สมัชชาคนจน และขบวนการชาวนาสากลกว่า 1000 คนเดินเท้าบุกการประชุมประจำปีระหว่างธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ชู 6 ข้อเรียกร้อง ทวงคืนอธิปไตยทางอาหาร

เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2569 สมัชชาคนจน และขบวนการชาวนาสากล ในฐานะขบวนปฏิบัติการสากลเพื่ออธิปไตยทางอาหาร กว่า 1000 คน ได้เดินเท้าจากสวนลุมพินี ประตู 1 มุ่งหน้าสู่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมประจำปีระหว่างธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ชู 6 ข้อเรียกร้อง ทวงคืนอธิปไตยทางอาหาร
ท่ามกลางบรรยากาศครึกครื้นในห้องแอร์ของภาคธุรกิจบริเวณศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งถูกจัดขึ้นเพื่อต้อนรับผู้บริหารระดับสูงและผู้กำหนดนโยบายการเงินระดับโลก ในการประชุมประจำปีร่วมระหว่าง ธนาคารโลก (World Bank) และ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ช่วงวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 แต่ยังมีเสียงสะท้อนจากเกษตรกรรายย่อย ชนเผ่าพื้นเมืองและแรงงานในภาคชนบทจาก 60 ประเทศทั่วทุกสารทิศกำลังเริ่มดังขึ้น เพื่อทวงถามถึงผลพวงของการพัฒนาตลอดหลายทศวรรษที่บีบเค้นวิถีชีวิตของพวกเราที่เป็นรากแก้วของระบบอาหาร
การเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นของสถาบันการเงินในระบบอาหาร ซึ่งเปิดทางให้บรรษัทต่าง ๆ ขยายและรวบรวมอำนาจเหนือตลาดผ่านการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ ขบวนการชาวนาสากล หรือ ลาเวียคัมเปซินา เราจึงมีจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ระบบเช่นนี้ไม่อาจสามารถดำเนินต่อไปได้ เราจำเป็นต้องสร้างขบวนการต่อต้านจากฐานราก เพื่อต่อกรกับภัยคุกคามจากทุนการเงินโลก

6 ข้อเรียกร้องยุติกับดักหนี้จากขบวนการชาวนาสากล
1. ยกเลิกหนี้
ร้อยละ 60 ของประเทศรายได้ต่ำ และร้อยละ 30 ของประเทศรายได้ปานกลาง เผชิญภาวะหนี้วิกฤต ทำให้มีทรัพยากรจำกัดในการลงทุนเพื่อสร้างอธิปไตยทางอาหารและจัดบริการสังคม ทั้งยังซ้ำเติมความหิวโหยและความเหลื่อมล้ำ การยกเลิกหนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อหยุดวงจรนี้
2. ให้ประชาชนตรวจสอบหนี้ต่างประเทศ
ในหลายประเทศ ชาวนาและแรงงานยังไม่รู้ว่ารัฐก่อหนี้ต่างประเทศไปเพื่ออะไร นำเงินไปใช้อย่างไร และใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์ สมาชิกของเราควรเรียกร้องให้มีกระบวนการตรวจสอบหนี้ต่างประเทศของตนโดยภาคประชาชน และติดตามให้ผู้ตัดสินใจต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่สร้างความเสียหายแก่ชุมชน
3. ยุติการอุดหนุนบรรษัท แล้วนำงบประมาณมาสนับสนุนเกษตรนิเวศ
ปรับทิศทางเงินทุนด้านอาหาร เกษตรกรรม และสภาพภูมิอากาศ ทั้งจากแหล่งทุนภายในประเทศและกลไกพหุภาคี ให้เลิกสนับสนุนระบบอาหารและห่วงโซ่มูลค่าแบบอุตสาหกรรมที่บรรษัทครอบงำ แล้วหันมาสนับสนุนอธิปไตยทางอาหารและเกษตรนิเวศ ยุติการอุดหนุนมหาศาลที่ธุรกิจเกษตรได้รับทั้งทางตรงและทางอ้อม และนำเงินส่วนนี้มาสร้างอธิปไตยทางอาหาร
4. เพิ่มรายได้รัฐด้วยภาษีบรรษัทและภาษีความมั่งคั่ง
รัฐสามารถเพิ่มรายได้ด้วยระบบภาษีแบบก้าวหน้า รวมถึงการเก็บภาษีกำไรของบรรษัทในอัตราที่เหมาะสม และจัดเก็บภาษีความมั่งคั่งจากมหาเศรษฐี
5. ทำให้ธนาคารกลางเป็นประชาธิปไตย
ธนาคารกลางต้องโปร่งใสมากขึ้น ตรวจสอบได้ และมีความรับผิดชอบต่อประชาชน โดยต้องมีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของคนทำงาน แทนการรับใช้ผลประโยชน์ของทุนใหญ่
6. ให้ประชาชนและโลกเป็นหัวใจของนโยบายเศรษฐกิจ
การประเมินการปฏิรูปเศรษฐกิจต้องไม่ดูเพียงดุลงบประมาณหรือตัวชี้วัดตลาด แต่ต้องพิจารณาด้วยว่านโยบายเหล่านั้นส่งผลอย่างไรต่อความหิวโหย การดำรงชีพของคนในชนบท ความสามารถของระบบนิเวศในการรับมือและฟื้นตัวจากความเปลี่ยนแปลง ความเหลื่อมล้ำ และอำนาจของประชาชนในการกำหนดและควบคุมระบบอาหารของตนเอง
สร้างอาหารเพื่อประชาชน ไม่ใช่สร้างหนี้เอื้อนายทุน! (Feed the Peoples, Not the Debts)





บทความที่น่าสนใจ

สมัชชาคนจนบุกเวที FTA ไทย-อียู ค้าน UPOV 1991 หวั่นผูกขาดเมล็ดพันธุ์ กระทบสิทธิเกษตรกร

จากสวนมะพร้าวบางสะพาน ถึงพิมพ์เขียวธนาคารโลก: เมื่อการค้าเสรีและอุตสาหกรรมหนักบีบเค้นอธิปไตยทางอาหารของคนจน
