
จากสวนมะพร้าวบางสะพาน ถึงพิมพ์เขียวธนาคารโลก: เมื่อการค้าเสรีและอุตสาหกรรมหนักบีบเค้นอธิปไตยทางอาหารของคนจน

เสียงเครื่องยนต์รถซาเล้งของ พี่อ๊อด – พงษ์ศักดิ์ บุตรรักษ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายชาวสวนมะพร้าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผ่านไปสู่ถนนสายเล็กๆ ที่ตัดผ่านสวนมะพร้าวดั้งเดิมของ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นำพาเราแล่นผ่านร่มเงาของพืชพันธุ์ธรรมชาติที่ปลูกผสมผสานแบบสวนสมรม บางช่วงมีต้นตาลน้อยใหญ่ที่เป็นวัตถุดิบทำขนมพื้นถิ่นรสเลิศเมื่อถูกปรุงด้วยมะพร้าวแกงบางสะพานที่มีความมันหอมหวาน จนได้รับการรับรองในฐานะ “มะพร้าว GI”
หากมองอย่างผิวเผิน ท้องถิ่นแห่งนี้ดูสงบเงียบและอุดมสมบูรณ์ ทว่าใต้ร่มเงาใบมะพร้าวที่กางกั้นแสงแดดยามบ่าย เสียงคลื่นทะเลและสายลมทะเลพัดผ่านทิวมะพร้าวที่พริ้วไหวริมชายหาดบ้านกรูด กลับสะท้อนเรื่องราวความเดือดร้อนเชิงโครงสร้างที่ซ่อนตัวอยู่หลังผืนดินแห่งนี้
“เงินเดือนเกษตรกร” และระบบนิเวศการพึ่งพาตนเอง
ชาวบ้านใน อ.บางสะพาน ต่างรู้ดีว่าสวนมะพร้าวอายุนับร้อยปีที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษของพวกเขา มีโครงสร้างดินเฉพาะถิ่นซึ่งพบได้เฉพาะในเขต อ.ทับสะแก อ.บางสะพานน้อย และ อ.บางสะพาน เท่านั้น สภาพดินปนทรายและภูมิอากาศเฉพาะตัวทำให้มะพร้าวพันธุ์พื้นถิ่นที่นี่มีคุณภาพข้น หวาน มัน และได้รับการยอมรับว่าเป็นมะพร้าวระดับคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่ง
ในขณะที่น้ำกะทิสำเร็จรูปบรรจุกล่องในท้องตลาดมีความมันเข้มข้นเพียงร้อยละ 22 แต่มะพร้าวบางสะพานที่คั้นสดๆ จากผลแก่สามารถให้ความมันสูงถึงร้อยละ 60 คุณภาพของไขมันและกะทิจึงดีกว่ามะพร้าวนำเข้าจากต่างประเทศถึง 3 เท่า
“มะพร้าวเนี่ยเหมือนกับลูกคนหนึ่งนะ ลูกเราเลี้ยงมา บางครั้งเติบโตขึ้นเขาไม่ได้เลี้ยงเรา แต่บางครั้งลูกที่เลี้ยงเราจริงๆ คือมะพร้าว เงินเดือนเกษตรกรก็คือมะพร้าว ยามเจ็บไข้ได้ป่วยก็ต้องพึ่งพาเงินจากการขายมะพร้าวมาเป็นค่ายา” พี่หวีด ขาวพวง เล่าถึงความผูกพันของชาวสวนที่มีต่อพืชดั้งเดิม
สวนมะพร้าวดั้งเดิมของชุมชนไม่ได้เดินตามวิถีเกษตรเชิงเดี่ยวของทุนนิยม แต่ทำหน้าที่เป็นระบบนิเวศสมบูรณ์แบบที่ใช้ประโยชน์แบบ Zero Waste เปลือกมะพร้าวถูกไถปั่นคืนสู่ผืนดินเพื่อกักเก็บความชื้นและเป็นอินทรียวัตถุ กะลาถูกนำไปเผาทำถ่านไบโอชา เนื้อมะพร้าวทำกะทิและคั้นน้ำมัน ใบแห้งเหลาทำไม้กวาด และก้านใบอ่อนหมักเป็นปุ๋ย ในสวนยังมีคอกวัวเพื่อใชัมูลวัวแทนปุ๋ยเคมี และต้นมะพร้าวที่หมดอายุ 150 ปี ก็ถูกนำมาเลื่อยไม้ใช้สร้างคอกสัตว์ โรงเรือน และที่ทำการกลุ่ม มะพร้าว จึงเป็นทั้งชีวิต หลักประกันทางสังคม และแหล่งอาหารที่ทำให้ชาวบ้านพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
แผลการค้าเสรี กะทิสวมสิทธิ์ และโรคระบาดจากมะพร้าวนำเข้า

วันนี้วิถีชีวิตดั้งเดิมกำลังถูกบีบเค้นจากนโยบายการค้าเสรีของภาครัฐ ต้นทุนการผลิตมะพร้าวที่แท้จริงของเกษตรกร (รวมค่าสอย ค่าขนรวมกอง และค่าปอกเปลือก) ตกอยู่ที่ 9–12 บาทต่อลูก และหากรวมค่าแรงผันแปรจริงอาจสูงถึง 11–12 บาทต่อลูก แต่ราคารับซื้อหน้าสวนกลับถูกทุบดิ่งเหลือเพียง 5–7 บาทต่อลูก ขายได้ต่ำกว่าต้นทุนเกินครึ่ง ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากผลผลิตล้นตลาด แต่เกิดจากโครงสร้างนโยบายที่เปิดช่องให้กลุ่มทุนอุตสาหกรรมกะทิ
- กลลวงภาษี WTO 0%: ภายใต้กรอบการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) มีมาตรการห้ามนำมะพร้าวต่างประเทศมากระเทาะนอกโรงงานเพื่อป้องกันโรคระบาด แต่ในกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) ภาครัฐกลับเปิดช่องให้นำเข้ามะพร้าวผลและกะทิแช่แข็งเข้ามาปอกกระเทาะนอกโรงงานได้อย่างไม่จำกัด แม้จะระบุอัตราภาษีนำเข้าไว้ 54% แต่หากเอกชนนำไปแปรรูปส่งออกภายใน 6 เดือน ก็สามารถ ขอคืนเงินภาษีได้ทั้งหมด 100% จนเท่ากับภาษีจริง 0%
- สต็อกแช่แข็งทุบราคา: ข้อมูลสถิติมองเห็นชัดเจนว่า ภาครัฐปล่อยให้มีการนำเข้าน้ำกะทิสำเร็จรูปและกะทิแช่แข็งในปี 2567 และ 2568 เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าตัว (พุ่งสูงขึ้นถึง 119% เมื่อเทียบกับปี 2566) กลุ่มทุนนำกะทิแช่แข็งเข้ามาตุนไว้เต็มสต็อก แล้วปฏิเสธการรับซื้อมะพร้าวไทยหน้าสวนในช่วงที่ผลผลิตในประเทศออกดก เพื่อกดราคารับซื้อให้ตกต่ำลง จนมะพร้าวไทยเน่าสลายและงอกคากองขายไม่ออก
- การสวมสิทธิ์แบรนด์ Product of Thailand: เอกชนนำเข้าน้ำกะทิราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาบรรจุกล่องในไทย แล้วตีตราสวมสิทธิ์ว่าเป็น Product of Thailand เพื่ออาศัยชื่อเสียงความหอมมันของมะพร้าวไทยส่งออกไปขายทั่วโลก ซึ่งหากต่างประเทศสุ่มตรวจพบสารเคมีตกค้าง สินค้าแบรนด์ไทยทั้งหมดจะถูกตีกลับและทำลายชื่อเสียงของประเทศ
- นำพาโรคระบาดข้ามแดน: การอนุญาตให้นำเข้ามะพร้าวถุงจากต่างประเทศเข้ามาปอกกระเทาะตามบ้านและล้งนอกโรงงานโดยไม่มีการกักกันโรค ได้นำพาแมลงศัตรูพืชอย่าง หนอนหัวดำ และ แมลงดำหนาม ติดมากับตู้คอนเทนเนอร์ เข้ามากัดกินคลอโรฟิลล์ใบทรงพุ่มจนสวนมะพร้าวอินทรีย์แห้งยืนต้นตายพรุนทั้งอำเภอ
นอกจากนี้ การเร่งรัดเจรจา ความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (FTA ไทย-EU) ยังซ่อนภัยคุกคามผ่านการบีบให้ไทยเข้าเป็นภาคี อนุสัญญา UPOV 1991 เปิดทางให้บรรษัทข้ามชาติเอาพันธุ์พืชพื้นเมืองไปดัดแปลงแล้วจดสิทธิบัตรผูกขาด พร้อมสั่งห้ามเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ ซึ่งเป็นการทำลาย “อธิปไตยทางอาหาร” ผลกระทบนี้ไม่ได้หยุดแค่ที่หน้าสวน แต่เมื่อเกษตรกรผลิตอาหารได้น้อยลง คนจนเมืองและคนกรุงเทพฯ จะต้องเดือดร้อนหนักที่สุดจากการถูกบังคับให้ซื้ออาหารกินในราคาที่แพงขึ้น
การแย่งชิงทรัพยากร และภัยผังเมืองสีม่วง
นอกเหนือจากพิษการค้าเสรี ชุมชนบางสะพานยังต้องเผชิญกับการถูกรุกรานเชิงทรัพยากรจากกลุ่มทุนอุตสาหกรรมหนัก ผ่านการกำหนด “ผังเมืองสีม่วง”
“แหล่งน้ำหลักของเราคือคลองบางสะพาน มีฝายวังยาวที่กรมชลประทานสร้างกั้นไว้ แต่หน้าฝายกลับมีหัวกะโหลกท่อดูดน้ำดิบขนาดใหญ่ของบริษัทอุตสาหกรรม ตามสัญญาถ้าน้ำเหลือ 2.20 เมตรต้องหยุดดูด แต่นายทุนดูดทั้งวันทั้งคืนเอาไปตุนในสระพักบริษัท จนประปาชุมชนไม่มีน้ำใช้ แล้วน้ำเค็มจากอ่าวไทยก็เริ่มรุกทะลักเข้าทำลายตลิ่งและสวนมะพร้าว… ซ้ำร้าย โรงงานเหล็กปลายน้ำปล่อยควันน้ำมันเตาจนเกิดฝุ่นเหลือง หลังคาบ้านกลายเป็นสีดำ น้ำฝนกินไม่ได้ เราต้องซื้อน้ำกินกันทั้งอำเภอ” พี่อ๊อด พงษ์ศักดิ์ บุตร เล่าถึงความทุกข์ระทมของชาวบ้าน
บทเรียนการต่อสู้ 30 ปี: จากสองมือสองเท้า สู่ ‘ผังเมืองสีเขียว’ และเกราะอินทรีย์
ชัยชนะของชาวบางสะพานไม่เคยได้มาจากความเมตตาของนักการเมืองหรือข้าราชการ แต่เกิดจากการรวมตัวต่อสู้ด้วย “สองมือสองเท้า” ของประชาชนรายย่อย
ในอดีต ชาวบ้านรวมตัวกันสู้ชนะโครงการ โรงไฟฟ้าถ่านหินหินกรูด–บ่อนอก (มูลค่า 47,000 ล้านบาท) หยุดยั้งการขยาย โรงถลุงเหล็กต้นน้ำและนิคมอุตสาหกรรมเหล็กสหวิริยา (มูลค่า 500,000 ล้านบาท) เพื่อคุ้มครองป่าพรุแม่รำพึงและอ่าววางไข่ปลาทู รวมถึงร่วมกันขับไล่ โรงไฟฟ้าชีวมวล ต.ธงชัย ที่มีแผนจะกว้านซื้อทางมะพร้าวมาตุนจนอาจเกิดความเสี่ยงหนอนหัวดำระบาด และตามกฎหมายยังสามารถใช้เชื้อเพลิงถ่านหินได้ 25%
เมื่อสู้ชนะจนโครงการอุตสาหกรรมยกเลิกไป ชาวบ้านได้เดินหน้ายุทธศาสตร์ “ปิดประตูเมือง” ด้วยการประกาศ “ผังเมืองสีเขียว” โดยใช้กลุ่ม มะพร้าวอินทรีย์ และการประกาศเขต แหล่งอาหารปลอดภัย เป็นเกราะยุทธศาสตร์ทางกฎหมายผังเมือง เพื่อห้ามไม่ให้อุตสาหกรรมหนัก มลพิษ และทุนข้ามชาติ (รวมถึงทุนจีนที่พยายามรุกคืบเข้ามาถึง 3 ครั้ง) เข้ามาทำลายฐานเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและเกษตรกรรมของชุมชน
ชำแหละพิมพ์เขียวธนาคารโลก 2026: ทุนนิยมล่านิคมยุคใหม่
เมื่อสกัดบทเรียนความเดือดร้อนที่บางสะพาน แล้วนำมาพิจารณาร่วมกับรายงานศึกษาวิจัยเชิงนโยบายฉบับล่าสุดของกลุ่มธนาคารโลก เรื่อง “Building Thailand’s Future Today” ที่เตรียมนำเสนอในเวทีประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (WB-IMF Annual Meetings 2026) ณ กรุงเทพมหานคร จะพบข้อเท็จจริงอันน่าตื่นตระหนก: ปัญหาความเดือดร้อนในพื้นที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจาก “พิมพ์เขียวจัดสรรทรัพยากรระลอกใหม่” ที่ธนาคารโลกจัดวางไว้ให้กับประเทศไทย

พี่อ๊อดวิพากษ์ถึงธนาคารโลกไว้อย่างคมชัดว่า:
“คำว่า World Bank มันเป็นธนาคารโลก ส่วนใหญ่ก็เป็นประเทศมหาอำนาจที่เขาไปลงทุน ที่ไปร่วมกัน เพราะฉะนั้นคำว่า ทุนนิยม เนี่ย มันเป็นประเทศมหาอำนาจที่ไปแสวงหาเมืองขึ้น ซึ่งสมัยนี้มันจะต่างจากสมัยก่อนที่ไม่ต้องใช้กองทัพ ใช้เรือไฟยึด… แต่มันทำเป็นเมืองขึ้นโดยทำข้อตกลง ปล่อยเงินกู้ ซึ่งถ้าเราประเทศที่ด้อยกว่า ไม่พิจารณาให้ดี หรือมีรัฐบาลที่ไม่ดี มันก็จะเสียเปรียบ… นี่คือการล่านิคมชนิดหนึ่ง มาในนามของธนาคารโลก ปล่อยเงินกู้”
เมื่อถอดรหัสข้อเสนอแนะในรายงานธนาคารโลกปี 2026 จะพบกับดักเชิงโครงสร้างที่ซ้ำเติมคนจนฐานรากอย่างหนักหน่วง:
- กับดักดันเกษตรกรออกจากที่ดิน: ธนาคารโลกเสนอเป้าหมายปรับโครงสร้างภาคเกษตรอุตสาหกรรม โดยตั้งเป้า ลดสัดส่วนแรงงานในภาคเกษตรกรรมลงจากร้อยละ 29.5 เหลือเพียงร้อยละ 20 ภายในปี 2037 ซึ่งหมายถึง การบีบดันเกษตรกรรายย่อย 4–5 ล้านคนให้ออกจากผืนดินทำกิน เพื่อเปลี่ยนเกษตรกรให้กลายเป็นแรงงานราคาถูกในภาคอุตสาหกรรม
- กับดักแย่งชิงน้ำและส่งเสริมทุนใหญ่: รายงานโหมโปรโมต Data Center และอุตสาหกรรมหนัก EV ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ สูบใช้ทรัพยากรน้ำจืดและไฟฟ้ามหาศาล เกิดสงครามแย่งชิงน้ำกับภาคเกษตรกรรมเหมือนกรณีฝายวังยาว ซ้ำร้ายภาครัฐยังประเคนสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีมหาศาลจาก BOI ให้แก่ทุนใหญ่ข้ามชาติ
- กับดักสิทธิบัตรและตัดสวัสดิการ: บังคับให้ไทยยอมรับอนุสัญญา UPOV 1991 และเสนอให้ยกเลิกมาตรการอุดหนุนและประกันราคาพืชผลทางการเกษตร โดยเปลี่ยนเป็นเงินช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไข เช่น การทำนาคาร์บอนต่ำ
- กับดักปิดตาประชาชน: มีการแก้ไขกฎหมายและตัดมาตรา 190 และ 191 ในรัฐธรรมนูญเดิมออกไป ส่งผลให้รัฐบาลสามารถไปลงนามสัญญายกทรัพยากรหรือข้อตกลงการค้าเสรีกับมหาอำนาจข้ามชาติได้โดยไม่ต้องผ่านสภา ประชาชนถูกปิดหูปิดตาทั้งประเทศ
ปฏิบัติการอธิปไตยทางอาหาร: จากสวนมะพร้าวอินทรีย์ สู่ ‘ตลาดบ้านป่า’ ของสมัชชาคนจน

ท่ามกลางวิกฤตราคามะพร้าวตกต่ำและการกดทับของทุนนิยมเสรี คำว่า “อธิปไตยทางอาหาร” สำหรับชาวบางสะพาน ไม่ใช่เพียงคำขวัญสวยหรูในกระดาษ หากแต่คือการลงมือปฏิบัติจริงในวิถีชีวิตประจำวัน พี่กระรอก – พรชัย เขียวขำ เล่าถึงความพยายามในการสร้างทางรอดว่า เกษตรกรในเครือข่ายได้ร่วมกันดึงเอาวัตถุดิบอินทรีย์ไร้สารพิษในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นกะทิสดคั้นมือจากสวนมะพร้าว หรือลูกตาลธรรมชาติจากร่องนา มาแปรรูปเป็นขนมไทยโบราณ เช่น ขนมตาล ขนมใส่ไส้ และข้าวต้มมัด
ผลผลิตและขนมเหล่านี้ถูกลำเลียงส่งตรงมายัง “ตลาดบ้านป่า” ตลาดทางเลือกของสมัชชาคนจน (ตั้งอยู่ ณ สวนเงินมีมา ซอยเจริญกรุง 22) ซึ่งจัดขึ้นทุกวันเสาร์สิ้นเดือน เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตในชนบทกับผู้บริโภคคนจนเมือง ตลาดบ้านป่าจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงพื้นที่ค้าขาย แต่คือพื้นที่ยึดคืนอำนาจในการกำหนดระบบอาหารปลอดสารพิษ เป็นการประกาศว่าคนจนสามารถบริหารจัดการทรัพยากร พึ่งพาตนเอง และสร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมขึ้นมาได้ด้วยสองมือสองเท้า โดยไม่ต้องยอมก้มหัวให้กับการกดราคารับซื้อของบรรษัทข้ามชาติ

บทสรุปและจุดยืนสมัชชาคนจน: สองมือสองเท้าท้าชนพิมพ์เขียวทุนนิยม
ประวัติศาสตร์ 30 ปีแห่งการสู้รบของชาวบางสะพานพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “อนาคตของคนจนและประเทศไทย ต้องเกิดจากการตัดสินใจของประชาชน ไม่ใช่พิมพ์เขียวที่ถูกขีดเขียนมาจากสถาบันการเงินข้ามชาติ”
พี่อ๊อดได้ฝากทิ้งทายถึงหัวใจของการต่อสู้ของคนธรรมดาไว้ว่า:
“ชัยชนะมันมาจากความเข้มแข็งของพี่น้องประชาชน แล้วก็ใฝ่รู้ แล้วก็ช่วยกัน ไม่มีที่ไหนที่ชนะโดยไม่ได้ต่อสู้ โดยไม่ได้เรียกร้อง สุดท้ายก็ต้อง 2 มือ 2 เท้าของท่านช่วยกัน อย่าหวังพึ่งนักการเมืองหรือข้าราชการ เพราะเขามาแล้วก็ไป เขาไม่ได้ทำตามที่พี่น้องต้องการ นอกเหนือจากความเข้มแข็งของเราเอง”
สมัชชาคนจน ร่วมกับขบวนการชาวนาสากล (La Via Campesina – LVC) ขอประกาศปฏิเสธพิมพ์เขียวเสรีนิยมใหม่ของธนาคารโลก และยืนหยัดใน 4 เสาหลักทางเลือกของประชาชน:
- อธิปไตยทางอาหาร (Food Sovereignty) vs การค้าเสรี: ยืนยันสิทธิของเกษตรกรในการกำหนดระบบอาหาร รักษาเมล็ดพันธุ์พื้นถิ่น และปฏิเสธข้อตกลงการค้าเสรีผูกขาดทุกรูปแบบ (CPTPP, EU-FTA, UPOV 1991)
- สิทธิชาวนาสากล (UNDROP) vs การแย่งชิงที่ดิน: บังคับใช้ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชาวนาเพื่อคุ้มครองที่ดินทำกิน แหล่งน้ำ และวิถีชีวิตจากการถูกไล่ที่และประกาศผังเมืองสีม่วง
- เกษตรนิเวศ (Agroecology) vs การฟอกเขียวคาร์บอนเครดิต: ผลักดันเกษตรนิเวศที่เคารพธรรมชาติ และคัดค้านการนำกลไกคาร์บอนเครดิตมาใช้บังคับและผลักภาระให้เกษตรกร
- สมานฉันท์สากล (Internationalist Solidarity): รวมพลังคนจนฐานราก เกษตรกรรายย่อย และคนทำงานจากทั่วโลก เพื่อคัดง้างกับระเบียบเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม
สมัชชาคนจน และขบวนการชาวนาสากลได้ร่วมกันเดินขบวนครั้งใหญ่ใน “วันอธิปไตยทางอาหาร” เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ หน้าศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเปิดหน้าตั้งเวทีชนกับตัวแทนธนาคารโลกและ IMF ร่วมกันประกาศให้โลกได้รับรู้ว่า “เราจะไม่ยอมให้อนาคตของเรา ถูกกำหนดโดยพิมพ์เขียวของทุนนิยมข้ามชาติอีกต่อไป!”
จากวันปฏิบัติการสากลเพื่ออธิปไตยทางอาหาร สู่การผลักดันเชิงนโยบาย
แม้ว่าการประชุมประจำปีร่วมกันระหว่างธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศที่จัดขึ้นในประเทศไทยจบไปแล้ว แต่การต่อสู้เพื่ออธิปไตยทางอาหารยังไม่จบลง เนื่องจากเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00 น. ตัวแทนสมัชชาคนจนจากเครือข่ายชาวสวนมะพร้าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 11 คน เข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหามะพร้าว ณ ห้องประชุม 134 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการกำกับและติดตามการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน ภายใต้คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 162/2569 ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 โดยมีเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมประชุม
ทั้งนี้การประชุมได้มีมติหารือเรื่องการแก้ไขปัญหาชาวสวนมะพร้าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในข้อเรียกร้องเชิงนโยบาย สมัชชาคนจนได้นำเสนอข้อเรียกร้องเพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว ดังนี้
1. ปราบปรามการลักลอบนำเข้ามะพร้าวเถื่อนอย่างจริงจัง
ขอให้รัฐบาลดำเนินมาตรการปราบปรามการลักลอบนำเข้ามะพร้าวผลอย่างจริงจัง ห้ามนำเข้ามะพร้าวเถื่อนเพื่อแปรรูป และประกาศให้น้ำกะทิแช่แข็งและกะทิสำเร็จรูปเป็นสินค้าควบคุม เพื่อกำกับดูแลการนำเข้าและรักษาตลาดมะพร้าวภายในประเทศ
2. จัดการศัตรูพืชและสร้างความรับผิดชอบร่วมกัน
ขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดสรรงบประมาณจัดซื้อสารเคมีเพื่อกำจัดศัตรูมะพร้าว โดยเฉพาะด้วงและหนอนหัวดำ เพื่อสนับสนุนเกษตรกร พร้อมกำหนดมาตรการและบทลงโทษต่อเกษตรกรที่ละเลย ทอดทิ้ง หรือไม่ดำเนินการควบคุมและกำจัดศัตรูพืช จนกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์และแพร่ระบาดไปยังพื้นที่เพาะปลูกใกล้เคียง
3. แก้ไขปัญหาการกีดกันทางการค้ากรณีการใช้ลิงกังเก็บมะพร้าว
ขอให้รัฐบาลหาแนวทางแก้ไขปัญหาการกีดกันทางการค้าจากกรณีสหภาพยุโรปกล่าวหาประเทศไทยว่ามีการทรมานและทารุณกรรมสัตว์จากการใช้ลิงกังเก็บมะพร้าว โดยเสนอให้มีการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบอาชีพสอยมะพร้าวภายใต้กฎหมายแรงงาน และแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อให้สามารถเพาะเลี้ยงลูกลิงกังสำหรับใช้ในการเก็บเกี่ยวผลผลิตมะพร้าวได้
4. ตั้งคณะทำงานศึกษาปัญหามะพร้าวทั้งระบบภายใน 60 วัน
ขอให้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาปัญหามะพร้าวทั้งระบบและเสนอแนวทางแก้ไข โดยมีเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน ประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และตัวแทนสมัชชาคนจนในส่วนปัญหาชาวสวนมะพร้าว โดยกำหนดให้มีสัดส่วนผู้แทนแต่ละฝ่ายอย่างเท่าเทียม และมีกรอบระยะเวลาศึกษาปัญหา 60 วัน
โดยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับปากว่าจะผลักดันให้เพิ่มจำนวนผู้แทนสมัชชาคนจนในคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสินค้ามะพร้าวเป็น 4 คน เพื่อให้มีส่วนร่วมในการศึกษาและแก้ไขปัญหามะพร้าว รวมทั้งจะผลักดันการเพิ่มจำนวนคณะกรรมการศึกษาปัญหามะพร้าวเป็น 5 คน
การประชุมครั้งนี้เป็นอีกก้าวหนึ่งของการผลักดันข้อเรียกร้องของเครือข่ายชาวสวนมะพร้าวประจวบคีรีขันธ์ ที่ต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหามะพร้าวอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องครอบคลุมทั้งการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ อาทิ การตลาด การนำเข้า การจัดการศัตรูพืช และการคุ้มครองอาชีพของเกษตรกร
บทความที่น่าสนใจ

อนาคตที่คนจนไม่ได้เลือก : ชำแหละรายงานธนาคารโลกก่อนถึงเวที WB-IMF 2026

สมัชชาคนจนบุกเวที FTA ไทย-อียู ค้าน UPOV 1991 หวั่นผูกขาดเมล็ดพันธุ์ กระทบสิทธิเกษตรกร
