Skip to main content
สมัชชาคนจนร่วมขบวนการชาวนาสากล ประกาศลงถนนทวงคืนอธิปไตยทางอาหาร ดัน 6 ข้อเสนอต้านประชุมธนาคารโลก 16 ตุลาคมนี้
กลับหน้าสื่อ

สมัชชาคนจนร่วมขบวนการชาวนาสากล ประกาศลงถนนทวงคืนอธิปไตยทางอาหาร ดัน 6 ข้อเสนอต้านประชุมธนาคารโลก 16 ตุลาคมนี้

ก
กองเลขาฯ สมัชชาคนจน
14 ตุลาคม 2569

ท่ามกลางบรรยากาศครึกครื้นของภาคธุรกิจบริเวณศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งถูกจัดขึ้นเพื่อต้อนรับผู้บริหารระดับสูงและผู้กำหนดนโยบายการเงินระดับโลก ในการประชุมประจำปีร่วมระหว่าง ธนาคารโลก (World Bank) และ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ช่วงวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 แต่ยังมีเสียงสะท้อนจากเกษตรกรรายย่อย ชนเผ่าพื้นเมืองและแรงงานในภาคชนบทจากทั่วทุกสารทิศกำลังเริ่มดังขึ้น เพื่อทวงถามถึงผลพวงของการพัฒนาตลอดหลายทศวรรษที่บีบเค้นวิถีชีวิตของพวกเขา

ในงานแถลงข่าวร่วมกันระหว่าง สมัชชาคนจน ร่วมกับ ขบวนการชาวนาสากล  (La Via Campesina) และ เครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันเปิดเผยถึงบาดแผลเชิงโครงสร้าง พร้อมประกาศนัดหมายขบวนรณรงค์ครั้งใหญ่ในวันที่ 16 ตุลาคมนี้


จาก “พักหนี้ 3 ปี” สู่มรดกหนี้เป็นล้าน: “ทำนาปีเหลือแต่หนี้กับซัง”

บุญชู มณีวงษ์ ประธานกลุ่มพันธมิตรการเกษตรบ้านนางบวช

นางบุญชู มณีวงษ์ ประธานกลุ่มพันธมิตรการเกษตรบ้านนางบวช ผู้แทนเครือข่ายหนี้สินชาวนา จ.สุพรรณบุรี และเครือข่ายเกษตรกรภาคกลาง ในวัยเกือบ 70 ปี สะพายเรื่องราวชีวิตการทำนาตั้งแต่อายุ 18 ปี ถ่ายทอดความจริงอันเจ็บปวดของสังคมชนบทไทยที่กำลังถูกกดทับด้วยสภาวะหนี้สินเชิงโครงสร้าง

วันนี้พวกเราต่อสู้ พวกเราโดนประณามเดิมเลยนะคะว่าเป็นคนเกียจคร้าน เป็นคนฟุ่มเฟือย แล้วก็ไม่มีวินัยทางการเงิน… สมัยก่อนพ่อแม่ไม่มีหนี้นะคะ มีที่ดิน แล้วก็วันนี้หนี้เรามีทุกครัวเรือนนะคะ โดยเฉพาะทุนของนายทุนซึ่งเป็นของรัฐ คือ ธกส. ซึ่งวันนี้เราติดกับดักเพราะว่าเรากู้มาแล้วเราไม่มีปัญญาที่จะปลดหนี้ของเราได้ เพราะอะไร เพราะวันนี้มีแต่หนี้เพิ่มขึ้น

นางบุญชู มณีวงษ์ เล่าถึงความย้อนแย้งของการพัฒนาว่า ในอดีตชาวนามี “ข้าวในนา มีปลาในน้ำ” เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกเองโดยไม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน แต่เมื่อระบบเกษตรกรรมถูกปรับเปลี่ยนตามนโยบายรัฐ เกษตรกรกลับต้องแบกรับต้นทุนปุ๋ยเคมีราคาตันละเป็นหมื่นบาท ขณะที่ราคาข้าวขายได้เพียงเกวียนละ 4,000–7,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการผลิต มาตรการพักหนี้ 3 ปีของรัฐจึงเป็นเพียงการดึงเวลาให้อยู่ใน “วงวนหนี้” จากสัญญากู้เดิมหนึ่งแสนบาท พอกพูนกลายเป็นหนี้หลักล้านบาทที่ต้องส่งต่อเป็นมรดกความยากจนให้ลูกหลาน

จริงๆ แล้วพวกเราไม่ใช่รากหญ้านะคะ เป็น ‘รากแก้ว’ ของประเทศ เพราะวันนี้เราต้องทำอาหารเลี้ยงโลกมานะคะ แต่ก็ทุกข์ยากและลำบากนัก… เกษตรกรรายย่อยเนี่ยไม่จำเป็นต้องพักหนี้ค่ะ ถ้าปลดหนี้เขาได้สักครั้งหนึ่งเนี่ย เขาก็จะมีความสุข มีชีวิตที่ดีขึ้น… ถ้าท่านไม่ลงดูพื้นที่ ท่านใช้ปากกามานั่งเขียนวาดอยู่ว่า วันนี้เราทำนา 1 เกวียน 1 ไร่ได้เป็นหมื่น แต่มันไม่ใช่นะคะ วันนี้ต้นทุนมันขึ้นสูงกว่านั้น แล้วปัญหาพวกเราจึงส่งลูกหลานเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เพื่อหาเงินเดือนไปใช้หนี้ทางบ้าน

สภาวะหนี้สินนี้สะท้อนผ่านคำกล่าวเปรียบเทียบดั้งเดิมของชาวนาไทยอย่างแจ่มชัดว่า “ทำนาปี เหลือแต่หนี้กับซัง ทำนาปรัง เหลือแต่ซังกับหนี้”

ซาตานในเสื้อสูท และ 6 ข้อเรียกร้องเปลี่ยนโลกจากขบวนการชาวนาสากล

Morgan Ody ผู้ประสานงานขบวนการชาวนาสากล (La Via Campesina)

ไม่เพียงแต่เกษตรกรไทยเท่านั้น Morgan Ody (มอร์แกน ออดี้) ผู้ประสานงานขบวนการชาวนาสากล  La Via Campesina และตัวแทนจากสมาคมเกษตรกร Confédération Paysanne ประเทศฝรั่งเศส ได้ระบุว่า ประชาชนทั่วโลกกำลังตกอยู่ในกับดักหนี้และมาตรการรัดเข็มขัดที่เอื้อประโยชน์ให้แก่มหาเศรษฐีและบรรษัทขนาดใหญ่ โดยเธอได้ประกาศ ข้อเรียกร้องเชิงนโยบาย ที่ยื่นตรงต่อรัฐบาลชาติต่างๆ และองค์การสหประชาชาติ (UN):

  1. ยกเลิกหนี้
    ร้อยละ 60 ของประเทศรายได้ต่ำ และร้อยละ 30 ของประเทศรายได้ปานกลาง เผชิญภาวะหนี้วิกฤต ทำให้มีทรัพยากรจำกัดในการลงทุนเพื่อสร้างอธิปไตยทางอาหารและจัดบริการสังคม ทั้งยังซ้ำเติมความหิวโหยและความเหลื่อมล้ำ การยกเลิกหนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อหยุดวงจรนี้
  2. ให้ประชาชนตรวจสอบหนี้ต่างประเทศ
    ในหลายประเทศ ชาวนาและแรงงานยังไม่รู้ว่ารัฐก่อหนี้ต่างประเทศไปเพื่ออะไร นำเงินไปใช้อย่างไร และใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์ สมาชิกของเราควรเรียกร้องให้มีกระบวนการตรวจสอบหนี้ต่างประเทศของตนโดยภาคประชาชน และติดตามให้ผู้ตัดสินใจต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่สร้างความเสียหายแก่ชุมช
  3. ยุติการอุดหนุนบรรษัท แล้วนำงบประมาณมาสนับสนุนเกษตรนิเวศ
    ปรับทิศทางเงินทุนด้านอาหาร เกษตรกรรม และสภาพภูมิอากาศ ทั้งจากแหล่งทุนภายในประเทศและกลไกพหุภาคี ให้เลิกสนับสนุนระบบอาหารและห่วงโซ่มูลค่าแบบอุตสาหกรรมที่บรรษัทครอบงำ แล้วหันมาสนับสนุนอธิปไตยทางอาหารและเกษตรนิเวศ ยุติการอุดหนุนมหาศาลที่ธุรกิจเกษตรได้รับทั้งทางตรงและทางอ้อม และนำเงินส่วนนี้มาสร้างอธิปไตยทางอาหาร
  4. เพิ่มรายได้รัฐด้วยภาษีบรรษัทและภาษีความมั่งคั่ง
    รัฐสามารถเพิ่มรายได้ด้วยระบบภาษีแบบก้าวหน้า รวมถึงการเก็บภาษีกำไรของบรรษัทในอัตราที่เหมาะสม และจัดเก็บภาษีความมั่งคั่งจากมหาเศรษฐี
  5. ทำให้ธนาคารกลางเป็นประชาธิปไตย
    ธนาคารกลางต้องโปร่งใสมากขึ้น ตรวจสอบได้ และมีความรับผิดชอบต่อประชาชน โดยต้องมีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของคนทำงาน แทนการรับใช้ผลประโยชน์ของทุนใหญ่
  6. ให้ประชาชนและโลกเป็นหัวใจของนโยบายเศรษฐกิจ
    การประเมินการปฏิรูปเศรษฐกิจต้องไม่ดูเพียงดุลงบประมาณหรือตัวชี้วัดตลาด แต่ต้องพิจารณาด้วยว่านโยบายเหล่านั้นส่งผลอย่างไรต่อความหิวโหย การดำรงชีพของคนในชนบท ความสามารถของระบบนิเวศในการรับมือและฟื้นตัวจากความเปลี่ยนแปลง ความเหลื่อมล้ำ และอำนาจของประชาชนในการกำหนดและควบคุมระบบอาหารของตนเอง

As I explain we don’t demand this to the World Bank and IMF, we demand this for governments and to the UN… The goal of any public policy should not be so much about making budget that is balance or economic growth, but must be set in order to get people out of poverty, support local food production, and find solutions in front of the climate crisis.
(อย่างที่เราได้อธิบาย เราไม่ได้ยื่นข้อเรียกร้องนี้ต่อธนาคารโลกหรือ IMF แต่เรายื่นต่อรัฐบาลชาติต่างๆ และสหประชาชาติ… เป้าหมายของนโยบายสาธารณะต้องไม่ใช่เรื่องการทำงบประมาณสมดุลหรือการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ต้องตั้งขึ้นเพื่อพาประชาชนออกจากความยากจน สนับสนุนการผลิตอาหารในท้องถิ่น และแก้ไขปัญหาวิกฤตภูมิอากาศ)
— Morgan Ody

ด้าน Zainal Arifin Fuat (ไซนัล อาริฟิน ฟูอัต) กรรมการประสานงานระหว่างภูมิภาคของ La Via Campesina และตัวแทนสหภาพชาวนาอินโดนีเซีย (Serikat Petani Indonesia: SPI) ได้ชี้ให้เห็นว่าระบบอาหารเสรีนิยมใหม่คือตัวการสร้างวิกฤตความหิวโหย

Zainal Arifin Faut สหภาพชาวนาอินโดนีเซีย

Report of the UN shows five different factors why we are in the crisis… because of part of the contribution of the World Bank and IMF making us facing the neoliberal food system… On 16 October, our International Day of Action for Food Sovereignty, we have to demand our government to look at our reality with poverty and hunger, and put people first before profit… Human Rights Council decided the resolution on UN Declaration on the Rights of Peasants (UNDROP)… the government of Thailand and our governments need to respect the rights of peasants, not the World Bank and IMF.
( รายงานของ UN ระบุถึงปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดวิกฤต ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากบทบาทของธนาคารโลกและ IMF ที่ทำให้เราต้องเผชิญกับระบบอาหารเสรีนิยมใหม่… ในวันที่ 16 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันอธิปไตยทางอาหารสากล เราต้องเรียกร้องให้รัฐบาลมองเห็นความเป็นจริงของความยากจนและความหิวโหย โดยให้ความสำคัญกับประชาชนและชีวิตมนุษย์ก่อนผลกำไร… คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้ผ่านมติปฏิญญาว่าด้วยสิทธิเกษตรกร (UNDROP) รัฐบาลไทยและรัฐบาลของเราต้องเคารพสิทธิของเกษตรกร ไม่ใช่รับใช้ธนาคารโลกและ IMF)
— Zainal Arifin Fuat

สื่อสารถึง “คนกรุงเทพฯ” และประชาชนทุกภาคส่วน: ทำไมเรื่องนี้จึงเกี่ยวกับคุณ?

Nury Martinez สหภาพแรงงานเกษตรและชาวนาโคลอมเบีย

Nury Martinez (นูรี มาร์ติเนซ) กรรมการประสานงานระหว่างประเทศ La Via Campesina และสมาชิกสหภาพแรงงานเกษตรและชาวนาโคลอมเบีย (FENSUAGRO) ได้ส่งเสียงเรียกร้องข้ามทวีปให้นักศึกษา คนทำงานบ้าน แรงงานในระบบและนอกระบบ ร่วมมือกับเกษตรกรเพื่อปฏิเสธนโยบายสถาบันการเงินโลก

Tanto el Fondo Monetario Internacional como el Banco Mundial… tenemos que llamar a las organizaciones, a las salas, y a todas las personas… estudiantes, personas que trabajan en el hogar, independientes, trabajadores y trabajadoras… a movilizarse en contra de las políticas del Banco Mundial y el IMF.
(ทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก… เราต้องเรียกร้องไปยังองค์กรภาคประชาชน ชุมชน และผู้คนทุกคน นักศึกษา คนทำงานบ้าน แรงงานอิสระ ผู้ใช้แรงงานทั้งในและนอกระบบ ให้ออกมารวมพลังเคลื่อนไหวคัดค้านนโยบายของธนาคารโลกและ IMF)
— Nury Martinez

ประกาศลงถนน 16 ตุลา: วันปฏิบัติการสากลเพื่ออธิปไตยทางอาหาร

บารมี ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน

บารมี ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน ได้กล่าวสรุปถึงเจตนารมณ์ของการเคลื่อนไหวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีของการก่อตั้งสมัชชาคนจน ชาวบ้านคือผลพวงจากการพัฒนาของรัฐ ธนาคารโลก และ IMF ที่ทำให้ต้องกลายเป็นคนจนและสูญเสียอธิปไตยทางอาหาร

อธิปไตยทางอาหารคือทางรอดของมนุษยชาติ… แต่ว่าธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ คือตัวการในการสนับสนุนให้ทำลายอธิปไตยทางอาหาร สมัชชาคนจนตั้งมา 30 กว่าปี เราคือผลพวงของการพัฒนาของรัฐ ของธนาคารโลก และ IMF ที่ทำให้เราต้องกลายเป็นคนจน… เราไม่ได้ต้องการไปพบกับตัวแทนของธนาคารโลกหรือ IMF เราไม่ได้ต้องการไปก่อกวน ไม่ได้ต้องการไปทำลาย หรือล้มการประชุม แต่เราต้องการส่งเสียงไปถึงที่ประชุม ให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้รับรู้ว่า สิ่งที่พวกเขาทำมันมีความผิดพลาดอย่างไร…พวกเราคือคนที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของพวกเขา และพวกเราคือคนที่พวกเขาควรจะมองเห็นก่อนที่จะวางแผนอะไรต่อไปในอนาคต
— ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน

ทั้งนี้การนัดหมายรวมพลเดินขบวนครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นในวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ซึ่งตรงกับ “วันปฏิบัติการสากลเพื่ออธิปไตยทางอาหาร” (International Day of Action for Food Sovereignty) ซึ่งในปีนี้ลาเวียคัมเปซินาได้เน้นย้ำถึงบทบาทการสร้างความเสียหายของสถาบันการเงินโลก โดยเฉพาะธนาคารโลก (World Bank: WB) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) ซึ่งมีส่วนบ่อนทำลายประชาธิปไตยและอธิปไตยทางอาหารในดินแดนของเรา พร้อมทั้งส่งเสริมโครงสร้างลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ที่กดขี่และครอบงำประชาชน

อธิปไตยทางอาหาร (Food Sovereignty) เป็นแนวคิดที่ลาเวียคัมเปซินานำเสนอในปี 1996 (พ.ศ. 2539) และถือว่าเป็นกลุ่มแรกที่นำเสนอประเด็นนี้ ซึ่งมุ่งให้ความสำคัญกับสิทธิของประชาชนและชุมชนท้องถิ่น ในการกำหนดระบบอาหารและการเกษตรของตนเอง โดยไม่พึ่งพากลไกตลาดเสรีและอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ และให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคอาหารมีสิทธิและอำนาจในการตัดสินใจ ไม่ใช่ให้เป็นไปตามความต้องการของบรรษัทข้ามชาติ

อธิปไตยทางอาหาร จึงเป็นการคืนอำนาจให้แก่ผู้ผลิตในท้องถิ่นและผู้บริโภคในการกำหนดกระบวนการผลิตและบริโภคอาหารที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมของตนเอง จากเดิมที่เป็นการรวมศูนย์อำนาจที่พ่อค้าคนกลางหรือกลไกตลาดโลก เพราะอาหารไม่ใช่สินค้าเพื่อการค้าและแสวงหากำไร แต่ถือว่าเป็นรากฐานของชีวิตและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม

ดังนั้นการเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นของสถาบันการเงินในระบบอาหาร ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ กองทุนการลงทุนเอกชน และบริษัทจัดการสินทรัพย์ ได้เปิดทางให้บรรษัทต่าง ๆ ขยายและรวบรวมอำนาจเหนือตลาดผ่านการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ ขบวนการชาวนาสากล หรือ ลาเวียคัมเปซินา เราจึงมีจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ระบบเช่นนี้ไม่อาจสามารถดำเนินต่อไปได้ เราจำเป็นต้องสร้างขบวนการต่อต้านจากฐานราก เพื่อต่อกรกับภัยคุกคามจากทุนการเงินโลก

สร้างอาหารเพื่อประชาชน ไม่ใช่สร้างหนี้เอื้อนายทุน! (Feed the Peoples, Not the Debs)


นัดหมายและเส้นทางเดินขบวน:

  • ⏰ วัน-เวลา: วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป
  • 📍 จุดรวมพล: สวนลุมพินี (ประตู 1 ตรงข้าม สน.ลุมพินี)
  • 🛣️ เส้นทาง: เคลื่อนขบวนออกจากประตู 1 มุ่งหน้าถนนสุขุมวิท เลี้ยวขวาเข้าสี่แยกอโศก มุ่งหน้าสู่ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
  • 🤝 ผู้เข้าร่วม: มวลชนประมาณ 1,000 คน จากสมัชชาคนจนและขบวนการชาวนาสากลกว่า 60 ประเทศทั่วโลก

สมัชชาคนจนขอเชิญชวนภาคประชาชน ผู้ใช้แรงงาน นักศึกษา เกษตรกร ร่วมเป็นกำลังใจและส่งเสียงร่วมกับ “รากแก้ว” ของสังคมในวันที่ 16 ตุลาคมนี้


#สมัชชาคนจน#บทความ
แชร์: