
ปากท้องของประชาชนต้องมาก่อนหนี้ : ชะตากรรมของคนจน ชนบทล่มสลาย ภายใต้อุ้งมือธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 สมัชชาคนจนในฐานะสมาชิกของขบวนการชาวนาสากล หรือ ลาเวียคัมเปซินา ได้จัดเวทีเสวนาและแถลงข่าวภายใต้หัวข้อ ‘ชะตากรรมคนจน ชนบทล่มสลาย ภายใต้อุ้งมือธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ’ เพื่อประกาศจุดยืนก่อนไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ช่วง 12-18 ตุลาคมนี้
โดยลาเวียคัมเปซินา ซึ่งเป็นขบวนการของเกษตรกรรายย่อย ชาวประมง และขบวนการเคลื่อนไหวในชนบท ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับผลกระทบจากนโยบายของธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ตั้งแต่ปัญหาหนี้สินและมาตรการรัดเข็มขัด ไปจนถึงการกระจุกตัวของการถือครองที่ดิน การแปรรูปทรัพยากรน้ำให้เป็นสินค้าและเปิดให้เอกชนเข้ามาจัดการ โครงการสกัดทรัพยากร และการทำให้อาหารกลายเป็นสินค้าเพื่อแสวงหากำไร
ผลกระทบจากประเทศไทยไปจนถึงละตินอเมริกาและยุโรป เป็นคำบอกเล่าจากผู้ร่วมเสวนาที่สะท้อนให้เห็นว่า นโยบายเหล่านี้ทำให้ความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้น บั่นทอนอธิปไตยทางอาหารและความเป็นประชาธิปไตย ภายใต้ลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อชุมชนในชนบท

ไพฑูรย์ สร้อยสด เลขาธิการสมัชชาคนจน เล่าประสบการณ์ชีวิตในฐานะลูกหลานสมัชชาคนจนและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาของรัฐ โดยย้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมชนบทตั้งแต่ช่วงก่อนปี 2500 ซึ่งชาวบ้านดำรงชีวิตด้วยการทำนาเพื่อบริโภค เลี้ยงสัตว์ ปลูกผัก และพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน แม้ไม่ได้มีรายได้มาก แต่สามารถดำรงชีวิตได้โดยไม่ต้องเป็นหนี้สิน กระทั่งรัฐเริ่มส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อส่งออก เช่น ปอแก้ว ฝ้าย และมันสำปะหลัง เกษตรกรจึงต้องลงทุนซื้อปุ๋ยและสารเคมี รวมถึงจ้างแรงงาน โดยอาศัยการกู้ยืมเงินจากพ่อค้าคนกลาง เมื่อราคาพืชผลตกต่ำหรือประสบภัยแล้ง รายได้ไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ หนี้สินจึงสะสมจนเกษตรกรบางส่วนต้องจำนองหรือขายที่ดินทำกิน
ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่ความยากจน แต่ยังทำให้ครอบครัวและชุมชนแตกสลาย เมื่อไม่มีที่ดินและไม่สามารถชำระหนี้ได้ คนวัยแรงงานจำนวนมากต้องอพยพเข้าเมืองเพื่อหารายได้ส่งกลับบ้าน เด็กจึงต้องเติบโตอยู่กับปู่ย่าตายาย ขณะที่หมู่บ้านชนบทเหลือเพียงผู้สูงอายุและเด็ก ไพฑูรย์เล่าถึงประสบการณ์ของตนเองที่พ่อแม่เดินทางไปทำงานในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เขาอายุ 6 ขวบ ทำให้ต้องเติบโตโดยไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงต้นทุนทางสังคมของการพัฒนาที่มุ่งเน้นการผลิตเพื่อเศรษฐกิจและตลาด มากกว่าการรักษาความมั่นคงของครอบครัวและชุมชน นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงการศึกษา โดยเฉพาะหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งเขามองว่านโยบายที่เกี่ยวข้องกับ IMF ยิ่งทำให้คนที่มีฐานะยากจนมีโอกาสศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ยากขึ้น
ไพฑูรย์ตั้งคำถามถึงอนาคตของคนชนบท โดยมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ยังคงส่งต่อมาถึงคนรุ่นปัจจุบัน และยังไม่เห็นแนวโน้มว่าจะดีขึ้น หากรัฐบาลยังดำเนินนโยบายตามแนวทางเสรีนิยมใหม่ที่ให้ความสำคัญกับตลาดและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมีธนาคารโลกและ IMF เป็นผู้มีบทบาทกำหนดทิศทางการพัฒนา เขาจึงสะท้อนว่า การพัฒนาที่แท้จริงไม่ควรทำให้ผู้คนสูญเสียที่ดิน ครอบครัว และชุมชนของตนเอง จนคนรุ่นต่อไปไม่สามารถมองเห็นอนาคตที่ดีกว่าได้

ทางด้านทรรศมัย หวังผล ตัวแทนจากสมัชชาคนจนเขื่อนปากมูน ถ่ายทอดประสบการณ์ของชุมชนที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงจากโครงการพัฒนาของรัฐ โดยก่อนการสร้างเขื่อน ชาวบ้านในลุ่มแม่น้ำมูลดำรงชีวิตด้วยการหาปลาเป็นหลัก สามารถนำปลาไปขาย แลกเปลี่ยนอาหารกับชุมชนอื่น และแปรรูปปลาเป็นปลาร้า ปลาส้ม และปลาแห้งเพื่อเก็บไว้บริโภค ทรัพยากรในแม่น้ำจึงเป็นทั้งแหล่งอาหาร รายได้ และรากฐานของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในชุมชน
เมื่อมีการประกาศโครงการเขื่อนปากมูล ชาวบ้านได้รับข้อมูลว่าจะมีไฟฟ้า น้ำประปา และการจ้างงาน แต่บางส่วนกังวลถึงผลกระทบต่อแม่น้ำและระบบนิเวศ ครอบครัวของทรรศมัยเป็นหนึ่งในกลุ่มที่คัดค้านการก่อสร้าง โดยร่วมกับชาวบ้านและนักศึกษาที่เข้ามาให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบของโครงการ ต่อมาเมื่อเริ่มมีการระเบิดหินและก่อสร้าง แม้ชาวบ้านจะรวมตัวเรียกร้องให้หยุดโครงการเพื่อศึกษาผลกระทบเพิ่มเติม แต่การก่อสร้างยังดำเนินต่อไป ชาวบ้านจึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านต่อธนาคารโลก หลังทราบว่าธนาคารโลกสนับสนุนเงินทุนในการสร้างเขื่อน อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับโครงการได้ทวีความรุนแรงขึ้น จนเกิดการทำร้ายร่างกายชาวบ้านฝ่ายคัดค้าน และผู้นำชุมชนบางส่วนถูกดำเนินคดี
ทรรศมัยระบุว่า ในช่วงก่อสร้างเขื่อนประมาณ 3 ปี ชาวบ้านไม่สามารถหาปลาและประกอบอาชีพตามปกติได้ เนื่องจากพื้นที่ถูกจำกัดการเข้าถึงและมีเครื่องจักรเข้ามาดำเนินงาน ภายหลังรัฐบาลและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยยอมรับว่าชุมชนได้รับผลกระทบ และมีการจ่ายค่าชดเชยรวมครัวเรือนละ 90,000 บาท โดยแบ่งเป็นเงินสด 30,000 บาท และเงินผ่านระบบสหกรณ์ 60,000 บาท แต่การจัดตั้งและบริหารสหกรณ์กลับนำไปสู่ความขัดแย้งภายใน เมื่อสหกรณ์ล่มสลาย ชาวบ้านเกิดความแตกแยกออกเป็นหลายกลุ่ม สะท้อนให้เห็นว่าผลกระทบของโครงการไม่ได้มีเพียงความเสียหายทางเศรษฐกิจและทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังทำลายความสัมพันธ์และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชุมชนด้วย
นอกจากนี้ การระเบิดแก่งในแม่น้ำมูลยังส่งผลต่อแหล่งที่อยู่อาศัยและการวางไข่ของปลา ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำลดลง ชาวประมงไม่สามารถพึ่งพาทรัพยากรเพื่อเลี้ยงชีพได้เหมือนเดิม จากที่เคยจับปลาไปขายและแลกเปลี่ยนอาหารกับเพื่อนบ้าน ปัจจุบันกลับต้องซื้อทั้งปลาสด ปลาร้า ปลาส้ม ปลาแห้ง และอาหารอื่น ๆ ขณะที่บันไดปลาโจนซึ่งสร้างขึ้นเพื่อให้ปลาผ่านเขื่อนไปวางไข่ ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตามที่ชุมชนคาดหวัง ทรรศมัยมองว่า การพัฒนาที่ไม่รับฟังเสียงของคนในพื้นที่และไม่คำนึงถึงระบบนิเวศ ได้ทำลายทั้งแหล่งอาหาร วิถีชีวิต และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัว จนสมาชิกในชุมชนบางส่วนต้องขายเรือและอุปกรณ์ประมง แล้วออกไปทำงานอาชีพอื่นแทน
ทรรศมัยยืนยันว่า ชาวบ้านยังคงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและธนาคารโลก ซึ่งมีส่วนสนับสนุนการริเริ่มและการจัดหาเงินทุนให้โครงการเขื่อนปากมูล ร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยเสนอให้จัดสรรที่ดินทำกินครอบครัวละ 15 ไร่ หากไม่สามารถจัดหาที่ดินได้ ขอให้จ่ายค่าชดเชยตามราคาประเมินที่ดินในปัจจุบัน ข้อเรียกร้องดังกล่าวมุ่งให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นธรรม หลังสูญเสียแหล่งทำมาหากินและต้องแบกรับผลกระทบจากโครงการพัฒนามาเป็นเวลานาน

ผลกระทบของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ไม่ได้แผ่ขยายในไทยเท่านั้น แต่ยังสร้างผลกระทบไปถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Zainal Arifin Faut ตัวแทนจากสหหภาพชาวนาอินโดนีเซีย ชี้ให้เห็นว่า นโยบายเกษตรกรรมอิงกลไกตลาดที่ธนาคารโลกผลักดันในประเทศต่าง ๆ ของเอเชีย ทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตทางเคมีและแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่ราคาผลผลิตไม่แน่นอนและไม่สามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอ ส่งผลให้เกษตรกรและชุมชนตกอยู่ในวงจรหนี้สิน ความยากจน ความหิวโหย และความขัดแย้งด้านที่ดิน ปัญหาดังกล่าวยังปรากฏในประเทศอินเดีย ซึ่งเกษตรกรจำนวนมากเผชิญผลกระทบร้ายแรงจากภาระหนี้สิน รวมถึงในแอฟริกาที่มีการนำโมเดลปฏิวัติเขียวมาใช้ ตลอดจนการจัดตั้งสหกรณ์ที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร จนทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อระบบสหกรณ์ และสะท้อนถึงความจำเป็นในการสร้างสหกรณ์ที่แท้จริง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและชุมชน
นอกจากนี้ Zainal ยังวิพากษ์การปฏิรูปที่ดินอิงกลไกตลาด ซึ่งเน้นการออกเอกสารสิทธิ์และทำให้ที่ดินกลายเป็นสินค้า เปิดช่องให้ที่ดินถูกกว้านซื้อและตกไปอยู่ในมือของบรรษัทเอกชน ขณะเดียวกัน วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตพลังงาน วิกฤตอาหาร และวิกฤตปุ๋ย ยังกลายเป็นเงื่อนไขให้ธนาคารโลกและ IMF เข้ามาปล่อยเงินกู้ ซึ่งอาจทำให้ประเทศและชุมชนกลับเข้าสู่วงจรหนี้สินอีกครั้ง เขายังเตือนให้ระมัดระวังนโยบายแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศที่แม้จะมีเป้าหมายฟังดูดี แต่เบื้องหลังอาจนำไปสู่การแย่งชิงที่ดิน ทะเล และป่าไม้จากชุมชน
Zainal เน้นย้ำว่า วิกฤตความยากจนและความหิวโหยที่เพิ่มขึ้นทุกปีมีความเชื่อมโยงกับระบบอาหารเสรีนิยมใหม่และนโยบายของธนาคารโลกและ IMF โดยเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับประชาชนและชีวิตมนุษย์มากกว่าผลกำไร พร้อมยืนยันถึงความสำคัญของการต่อสู้เพื่ออธิปไตยทางอาหาร และการเปลี่ยนแปลงระบบที่สร้างความเหลื่อมล้ำอย่างถึงรากถึงโคน

Nuri Martínez ตัวแทนจากสหภาพแรงงานเกษตรและชาวในโคลอมเบีย ซึ่งเป็นภูมิภาคในละตินอเมริกา ยังชี้ให้เห็นว่า ประเทศส่วนใหญ่ในละตินอเมริกาตกอยู่ภายใต้ภาระหนี้สิน ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นกลไกสร้างสภาวะพึ่งพิงเพื่อควบคุมประเทศทั้งในด้านการเมืองและสังคม เงื่อนไขการกู้ยืมที่มุ่งรับประกันการชำระหนี้ทำให้รัฐบาลต้องตัดลดงบประมาณด้านสังคม รวมถึงปรับเปลี่ยนนโยบายแรงงาน ระบบบำนาญ การศึกษา และสาธารณสุข ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ขณะที่เงินที่ชำระคืนจำนวนหนึ่งเป็นเพียงดอกเบี้ย ทำให้ภาระหนี้ดำรงอยู่ต่อไปและส่งผลต่อประชาชน แม้แต่คนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้มีส่วนก่อหนี้ดังกล่าว
นอกจากนี้ Nuri ยังวิพากษ์บทบาทของธนาคารโลกและ IMF ในการแทรกแซงโครงสร้างสังคมและผลักดันข้อตกลงการค้าเสรี ซึ่งทำให้ประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารจากภายนอก แทนที่จะสนับสนุนการผลิตภายในประเทศ ส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยสูญเสียความสามารถในการผลิตและมีความยากจนมากขึ้น เธอเน้นย้ำว่า อธิปไตยทางอาหารไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากปราศจากอธิปไตยแห่งชาติ พร้อมยกตัวอย่างวิกฤตในอาร์เจนตินาที่รุนแรงจนประเทศไม่สามารถชำระหนี้ต่อไปได้ สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของระบบเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับการชำระหนี้มากกว่าความเป็นอยู่ของประชาชน และความจำเป็นในการทวงคืนอำนาจในการกำหนดนโยบายของประเทศ เพื่อปกป้องเกษตรกรและสร้างความมั่นคงทางอาหารจากฐานการผลิตของตนเอง

Morgan Ody ตัวแทนจากสหภาพแรงงานและองค์กรตัวแทนด้านเกษตรกรรายย่อย ฝรั่งเศส ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนในซีกโลกเหนือได้รับผลกระทบจากระบบการเงินที่บริหารจัดการเพื่อผลประโยชน์ของคนร่ำรวยมากกว่าประชาชนส่วนใหญ่ โดยยกตัวอย่างวิกฤตในกรีซเมื่อปี 2011 ซึ่งประชาชนเผชิญอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและมาตรการรัดเข็มขัดจาก IMF ธนาคารโลก และสหภาพยุโรป แม้ประชาชนจะลงประชามติคัดค้านมาตรการดังกล่าว แต่เสียงของประชาชนกลับไม่ได้รับการตอบสนอง และปัญหาความยากจนยังคงรุนแรงกว่าช่วงก่อนวิกฤต สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการวิกฤตเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางการเงินมากกว่าความต้องการของประชาชน อาจซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำและความทุกข์ยากในสังคม
Morgan ยังอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงระบบการคลังของฝรั่งเศสในช่วงทศวรรษ 1980 ภายใต้อิทธิพลของแนวคิดเสรีนิยมใหม่ จากเดิมที่รัฐสามารถกู้ยืมผ่านธนาคารในอัตราดอกเบี้ยต่ำ มาเป็นการกู้ยืมจากภาคเอกชนและตลาดการเงิน ขณะเดียวกัน รัฐกลับลดภาษีให้คนร่ำรวย แต่ต้องนำงบประมาณสาธารณะไปจ่ายดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ ทำให้หนี้สาธารณะกลายเป็นช่องทางสร้างผลประโยชน์ให้คนร่ำรวยจากเงินภาษีของประชาชน นอกจากนี้ การตัดลดบริการสาธารณะในชนบท โดยเฉพาะบริการด้านสุขภาพ ยังทำให้ประชาชนเข้าถึงโรงพยาบาลได้ยากขึ้น และอาจนำไปสู่ผลกระทบร้ายแรงต่อชีวิตของแม่และเด็ก
จากปัญหาดังกล่าว Morgan เรียกร้องให้ยกเลิกหนี้สาธารณะที่ธนาคารกลางยุโรปถือครอง พร้อมผลักดันให้ธนาคารกลางมีความเป็นประชาธิปไตยและทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อบรรษัทเอกชน โดยมองว่าการแก้ปัญหาหนี้ต้องไม่จำกัดอยู่เพียงการรักษาสมดุลทางการเงิน แต่ต้องมุ่งเปลี่ยนระบบการเงินและงบประมาณสาธารณะให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง
ผลกระทบจากประเทศไทยไปจนถึงละตินอเมริกาและยุโรป เป็นคำบอกเล่าจากผู้ร่วมเสวนาที่สะท้อนให้เห็นว่า นโยบายเหล่านี้ทำให้ความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้น บั่นทอนอธิปไตยทางอาหารและความเป็นประชาธิปไตย ภายใต้ลัทธิล่าอาณานิคใหม่ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อชุมชนในชนบท
บทความที่น่าสนใจ

สมัชชาคนจนร่วมขบวนการชาวนาสากล ประกาศลงถนนทวงคืนอธิปไตยทางอาหาร ดัน 6 ข้อเสนอต้านประชุมธนาคารโลก 16 ตุลาคมนี้

บันทึกงานเสวนาและแถลงข่าว | ชะตากรรมของคนจน ชนบทล่มสลาย ภายใต้อุ้งมือธนาคารโลก และ ไอเอ็มเอฟ
