Skip to main content
กลับหน้าสื่อ

7 ทศวรรษ อธิปไตยทางนโยบาย ภายใต้เงาไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก

กองเลขาฯ สมัชชาคนจน
29 กรกฎาคม 2569

การประชุมประจำปีของสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Annual Meetings) ที่จะจัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร ในเดือนตุลาคม ปี 2569 กำลังถูกนำเสนอโดยภาครัฐและกลุ่มทุนในฐานะเวทีเกียรติยศระดับโลกที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศ แต่หากมองผ่านมุมมองเชิงโครงสร้างและสายตาของภาคประชาชน งานลักษณะนี้มิใช่เพียงการเฉลิมฉลอง ทว่าอาจเป็น “พื้นที่กำหนดบรรทัดฐานทางนโยบาย” ที่นำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรใหม่ ซึ่งมักเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนขนาดใหญ่ และปล่อยให้ประชาชนคนธรรมดาต้องแบกรับความเสี่ยง

ตลอด 7 ทศวรรษที่ผ่านมา แนวทางการพัฒนาภายใต้กลไกของระบอบเสรีนิยมใหม่และสถาบันการเงินโลก ได้ทิ้งร่องรอยและบาดแผลไว้ในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ยุคปฐมบทของการรวมศูนย์อำนาจรัฐที่ดึงสิทธิการจัดการทรัพยากร ดิน-น้ำ-ป่า ไปสร้างมหาโปรเจกต์ ไปจนถึงยุคฟองสบู่และวิกฤตต้มยำกุ้งที่นำมาซึ่งการปรับโครงสร้างและลดทอนระบบสวัสดิการ และในวันนี้ “ยุคที่ 3” กำลังจะเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับความท้าทายรูปแบบใหม่ภายใต้วาทกรรม “เศรษฐกิจสีเขียว” และ “ความยั่งยืน”

จากพิมพ์เขียวยุคผู้ใหญ่ลี สู่ CPF 2026: พลวัตของอธิปไตยทางนโยบาย

หากย้อนดูพลวัตทางประวัติศาสตร์ จะพบรูปแบบการส่งผ่านอิทธิพลเชิงนโยบายที่ทำซ้ำรอยเดิม ในปี พ.ศ. 2502 ธนาคารโลกได้จัดทำรายงาน “A Public Development Program for Thailand” ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น “พิมพ์เขียว” ที่นำไปสู่การก่อตั้งสภาพัฒน์ฯ (สศช.) และการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ในปี 2504 ยุคผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุมนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการดึงอำนาจการจัดการที่ดิน ป่าไม้ และแหล่งน้ำ จากชุมชนเข้าสู่ส่วนกลาง เพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาขนาดใหญ่

ตัดภาพมาที่ปี พ.ศ. 2569 ธนาคารโลกได้ดำเนินกระบวนการที่คล้ายคลึงกัน ภายใต้โครงการ “Building Thailand’s Future Today” โดยมีการจัดทำ กรอบความร่วมมือระดับประเทศ (Country Partnership Framework: CPF 2027-2032) ซึ่งถูกคาดหมายให้สอดรับและกลายเป็นแกนหลักของ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14กระบวนการนี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดในการรักษาอธิปไตยทางนโยบายเศรษฐกิจของไทยที่ดำเนินมากว่า 7 ทศวรรษ

แผน CPF ฉบับใหม่นี้มุ่งเน้นสนับสนุน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ได้แก่ การผลิตสีเขียวขั้นสูง, ธุรกิจเกษตรแปรรูป, บริการดิจิทัล, การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความยั่งยืน, และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม ทิศทางภายใต้หน้ากาก “เศรษฐกิจสีเขียว” นี้ แฝงไว้ด้วยแนวทางการใช้ “การระดมทุนจากภาคเอกชน” ซึ่งอาจกลายเป็นช่องทางให้เกิดการผูกขาด กว้านซื้อที่ดิน และแย่งชิงทรัพยากรชุมชนรูปแบบใหม่ 

นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ยังคงถูกผลักดันอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการแผนจัดการน้ำท่วมลุ่มน้ำเจ้าพระยา 2″ ที่เตรียมกู้เงินจาก IBRD สูงถึง 610 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โครงการดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมให้เป็น “ทุ่งลุ่มต่ำ” รับน้ำนอง เพื่อปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม มากกว่าจะคำนึงถึงสิทธิและสวัสดิภาพของชาวบ้านในพื้นที่

รายงาน Article IV ของ IMF: วาทกรรมวินัยทางการคลัง กับทิศทางสวัสดิการของรัฐ

ในอีกด้านหนึ่ง รายงานประเมินเศรษฐกิจประจำปี 2025 (Article IV Consultation)ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่ออกมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ได้ให้ข้อเสนอแนะที่ส่งผลสะเทือนต่อความมั่นคงของประชาชน แม้จะไม่ได้บังคับโดยตรง แต่การที่รายงานเสนอให้ไทยหลีกเลี่ยง สวัสดิการแบบถ้วนหน้า” (Universal Welfare) และสนับสนุนให้เปลี่ยนไปใช้ นโยบายแบบมุ่งเป้า” (Targeted policies) เพื่อรักษาวินัยทางการคลัง ได้กลายเป็นกรอบคิดที่สอดรับกับแนวทางของรัฐบาลไทย นำไปสู่การตัดปรับ-ลิดรอนสิทธิสวัสดิการของประชาชนใน 2 กรณีหลักที่ปรากฏให้เห็นแล้ว:

  • การคัดกรอง “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”: ภาครัฐได้ตอบสนองต่อข้อเสนอที่ให้หลีกเลี่ยงการอุดหนุนแบบครอบจักรวาล ด้วยการปรับเกณฑ์คัดกรองบัตรรอบใหม่ในปี 2569 ให้รัดกุมและซับซ้อนยิ่งขึ้น ผลที่ตามมาคือ จากผู้ที่เดือดร้อนไปลงทะเบียนสูงถึง 18.82ล้านคน มีผู้ผ่านเกณฑ์เหลือเพียง 9.5 ล้านคน รัฐบาลระบุว่าตัวเลข 9.5 ล้านคนนี้ (ร้อยละ 14 ของประชากร) สอดคล้องอย่างใกล้ชิดกับ “เส้นความยากจน” (Poverty line) ของธนาคารโลกที่ประเมินคนจนไทยไว้ที่ร้อยละ 12 บีบให้ชาวบ้านต้องตีตรา “พิสูจน์ความจน” และส่งผลให้ผู้ที่มีรายได้เกินเส้นเกณฑ์เพียงเล็กน้อย ต้องหลุดร่วงจากตาข่ายความคุ้มครองทางสังคม เพื่อให้รัฐนำงบประมาณไปใช้ในส่วนที่มองว่าคุ้มค่ากว่า
  • ความท้าทายต่อระบบ “บัตรทอง”: รายงานของ IMF ยังอ้างถึงภาระทางการคลังจากปัญหาสังคมสูงวัย เพื่อกดดันให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างสาธารณสุข ประเด็นนี้สอดคล้องกับความพยายามของฝ่ายนโยบายที่ต้องการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 มีการอ้างความสมดุลของทรัพยากรเพื่อเปิดช่องให้เกิดระบบ ร่วมจ่าย” (Co-payment) ซึ่งจะเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ป่วย รวมถึงข้อเสนอในการดึงผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์เข้ามาร่วมในบอร์ด สปสช. เพื่อควบคุมรายจ่าย การขับเคลื่อนดังกล่าวถือเป็นการสั่นคลอนเจตนารมณ์ดั้งเดิมของระบบบัตรทอง และอาจลดทอนคุณภาพการดูแลรักษาสุขภาพของประชาชน

ปรากฏการณ์เหล่านี้คือตัวสะท้อนว่า แม้เป้าหมายของรัฐคือสิ่งที่เรียกว่า “ความยั่งยืนทางการคลัง” แต่การตอบสนองต่อนโยบายของ IMF กลับต้องแลกมาด้วยการผลักภาระและลิดรอนสิทธิสวัสดิการขั้นพื้นฐานของพี่น้องระดับรากหญ้า

ภาพลวงตาเดือนตุลาคม เวที Showcase และภาพลวงของการมีส่วนร่วม

การประชุมประจำปีในเดือนตุลาคม 2569 ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น Thailand Showcase ในการนำเสนอแนวปฏิบัติที่ดีและดึงดูดการลงทุน ภายใต้แนวคิด ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง”

ทว่าในความเป็นจริง เวทีนี้อาจไม่ใช่พื้นที่สำหรับการเจรจาต่อรองนโยบายเศรษฐกิจอย่างที่ภาคประชาชนคาดหวัง กระบวนการจัดทำกรอบ CPF สะท้อนให้เห็นถึงความไม่สมดุลของการมีส่วนร่วม โดยธนาคารโลกใช้เวลาหารือและให้ความสำคัญกับกลุ่มทุนและหอการค้าต่างประเทศนานกว่า 6 เดือน แต่กลับเปิดเวทีรับฟังความเห็นจากภาคประชาสังคมเพียงครั้งเดียวก่อนจะปิดรับความเห็นทั้งหมด สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า นโยบายส่วนใหญ่ถูกร่างและเห็นชอบร่วมกันเรียบร้อยแล้ว การประชุมในเดือนตุลาคมจึงเสมือนเป็นกระบวนการให้สัตยาบัน (Endorsement) ต่อนโยบายที่ถูกกำหนดทิศทางไว้ล่วงหน้า

เปิดโปง-สกัดกั้น-ระดมพลการขับเคลื่อนของภาคประชาชน คือ คำตอบเดียว

ก้าวต่อไปของภาคประชาชนและสมัชชาคนจน จึงต้องมุ่งเน้นการทำความเข้าใจ เฝ้าระวัง และรวมพลังเพื่อส่งเสียงให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สิทธิในที่ดิน แหล่งน้ำ และความมั่นคงในชีวิต ไม่ใช่สิ่งที่จะได้รับมาเพียงเพราะความเมตตา ทว่าต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง

การรวมตัวในการประชุมเดือนตุลาคมนี้ จะไม่ใช่เพียงการเรียกร้องให้สถาบันการเงินโลกเปลี่ยนทิศทาง แต่เป็นการทวงถามถึง ความรับผิดชอบ” ต่อความเสียหายทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นตลอด 70 ปีที่ผ่านมา ทั้งการล่มสลายของชุมชนชนบท ความวิบัติของทรัพยากรธรรมชาติ และวิกฤตความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ที่บัดนี้กำลังถูกแปลงสภาพเป็นเพียงวาระทางเศรษฐกิจ

บทความชิ้นนี้คือส่วนปิดท้ายของซีรีส์ จับตาธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ” ทว่าในความเป็นจริง นี่คือ จุดเริ่มต้น” ของปฏิบัติการภาคสนาม เมื่อกลไกเชิงนโยบายถูกจำกัดการเข้าถึงจากประชาชนคนธรรมดา การรวมตัวยืนหยัดและการขับเคลื่อนบนพื้นที่สาธารณะ จึงยังคงเป็นกระบวนการสำคัญในการทวงคืน “อธิปไตยทางนโยบาย” ให้กลับมาอยู่บนพื้นฐานประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ข้อมูลอ้างอิง:

รายงาน A Public Development Program for Thailand ธนาคารโลก, ปี 2502

กรอบความร่วมมือระดับประเทศ (Country Partnership Framework: CPF 2027-2032),ธนาคารโลก, ปี 2569

Thailand: 2025 Article IV Consultation, กองทุนการเงินระหว่างประเทศ, 13 กพ. 2569

ปรับเกณฑ์ใหม่บัตรคนจน ตรวจคุณสมบัติ 18.8 ล้านราย ประกาศ 17 ก.ค., เว็บไซต์ Policy Watch, 15 ก.ค.2569

ด่วน! คลังตัดสิทธิบัตรคนจน เหลือแค่ 9.5 ล้านคน จากยอดลงทะเบียน 18.82 ล้านคน, เว็บไซต์เดลินิวส์, 16 ก.ค.2569

พรรคการเมืองหนุนแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง รื้อบอร์ดสปสช.-ปรับบริหารงบ, เว็บไซต์ Policy Watch, 4 ก.ค. 2569

20 กว่าปี ‘พ.ร.บ.บัตรทอง’ ชวนมองเหตุผล ทำไม ? ต้องแก้, เว็บไซต์ The Active, 11 ก.ค. 2569

#สมัชชาคนจน#บทความ
แชร์: