Skip to main content
ปฏิบัติการประณาม COP30 ชี้นอกจากไม่แก้วิกฤตสิ่งแวดล้อมยังละเลยเสียงคนจน
กลับหน้าสื่อ

ปฏิบัติการประณาม COP30 ชี้นอกจากไม่แก้วิกฤตสิ่งแวดล้อมยังละเลยเสียงคนจน

กองเลขาฯ สมัชชาคนจน
2 พฤษภาคม 2569

ปฏิบัติการ ‘ประณาม COP30’ ชี้นอกจากไม่แก้วิกฤตสิ่งแวดล้อมยังละเลยเสียงคนจน

วันนี้ (27 พฤศจิกายน 2568) เวลา 09.00 น. สมัชชาคนจนในฐานะตัวแทนเครือข่ายประชาชนเสริมสร้างความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศและหยุดคาร์บอนเครดิตเคลื่อนขบวนจากสำนักงานก.พ.ร. ไปยังองค์การสหประชาชาติ (UN) เพื่อปฏิบัติการ ‘ประณาม COP30’ ชี้นอกจากไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤติสภาพภูมิอากาศได้จริงแล้ว ยังละเลยเมินเฉยต่อเสียงของคนจนและคนรากหญ้า

สืบเนื่องจากการประชุมการประชุมรัฐภาคีครั้งที่ 30 ของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือที่เรียกกันว่า ค้อปสามสิบ เพิ่งจบไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นเวทีที่ตัวแทนจากหลากหลายภูมิภาคมาพูดคุยกันเรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่เวทีดังกล่าวนอกจากจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤติสภาพภูมิอากาศได้จริงแล้ว ยังสร้างปัญหาใหม่ขึ้นอีก และละเลยเมินเฉยต่อเสียงของคนจนและคนรากหญ้าที่เรียกร้องความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ

เครือข่ายประชาชนเสริมสร้างความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศและหยุดคาร์บอนเครดิต ได้ติดตามและวิพากษ์วิจารณ์แนวทางการแก้ไขวิกฤติสภาพภูมิอากาศที่จอมปลอม โดยเฉพาะข้อตกลงปารีส ของอนุสัญญาดังกล่าวของสหประชาชาติมาตลอด

ทั้งนี้ไพฑูรย์ สร้อยสด ตัวแทนอ่านแถลงการณ์ประณาม ‘ค้อป30’ มีใจความว่า การประชุมรัฐภาคี ครั้งที่ 30 นี้ ไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรกับคนจนและคนรากหญ้า เสียงที่พวกเราเรียกร้องให้ยุติการทำลายสภาพภูมิอากาศ ก็ถูกประเทศร่ำรวยเมินเฉยความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศถูกบดบังด้วยการแสวงหากำไรจากแนวทางแก้ไขปัญหาแบบจอมปลอมของนายทุนอุตสาหกรรมและนายทุนการเงิน ในขณะที่ผืนดิน ท้องทุ่ง ป่า ป่าชายเลน พื้นที่ชายฝั่ง แหล่งประมง ทะเลและมหาสมุทร ที่ชาวนา ชาวประมง ชนเผ่าพื้นเมือง ชนเผ่าเร่ร่อน เกษตรกรรายย่อย ใช้ในการทำมาหากิน การเพาะปลูก และการผลิตอาหาร ถูกแย่งชิงไปเพื่อเก็บกักก๊าซเรือนกระจกที่เราไม่ได้สร้างขึ้น

มากไปกว่านี้ที่ประชุมฯดังกล่าว แม้จะรู้ว่าสาเหตุหลักของก๊าซเรือนกระจก เกิดจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล กลับไม่สามารถมีมติให้หยุดยั้งการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ เนื่องจากประเทศร่ำรวยและประเทศที่ผลิตน้ำมัน รวมถึงอุตสาหกรรม คัดค้านอย่างหนัก ทำได้แค่เขียนมติลอยๆ และปล่อยให้ชั้นบรรยากาศของโลกถูกทำลายต่อไป ในขณะเดียวกัน ก็เสแสร้งว่ากำลังแก้ไขปัญหา โดยการผลักดันกลไกทางเงินเพื่อปกป้องป่าแบบใหม่ที่เรียกว่า ทีเอฟเอฟเอฟ หรือ “กองทุนเพื่อป่าฝนเขตร้อนแบบถาวร” ซึ่งก็คือการลงขันเงินก้อนโตไปลงทุนในตลาดการเงินการลงทุน เพื่อนำผลกำไรไปปกป้องป่าฝนเขตร้อน หากประเทศใดเพิ่มพื้นที่ป่าได้ ก็จะได้รับเงินมาก หากมีการทำลายป่าก็จะถูกตัดเงิน แต่กำไรในตลาดการเงินการลงทุน ก็มาจากธุรกิจของนายทุนข้ามชาติที่ได้มาจากการขูดรีดทรัพยากรจากธรรมชาติตั้งแต่แรก

ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทั้งหมดนี่เป็นเครื่องมือที่ทำให้ชาวนา และชนเผ่าพื้นเมือง ถูกแย่งชิงที่ดินและป่าไม้ยิ่งขึ้นไปอีก เพิ่มเติมจากเครื่องมือของกลไกตลาดอื่นๆ ตามข้อตกลงปารีสที่มีอยู่แล้ว และสร้างปัญหาให้กับเรา เช่นคาร์บอนเครดิต บลูคาร์บอน และการสัมปทานป่าเพื่อเก็บกักคาร์บอน เป็นต้น จึงเป็นเหตุให้ต้องประณามและปฏิเสธผลของประชุมรัฐภาคี ครั้งที่ 30 นี้ และอาจจะครั้งต่อๆไป

#สมัชชาคนจน#บทความ
แชร์: