วันนี้ (21 พฤศจิกายน 2568) เวลา 9.00 น. ตัวแทนสมัชชาคนจนกว่า 40 คนในฐานะสมาชิกกลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (Con For All) ยื่นหนังสือต่อณัฐวุฒิ บัวประทุม ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา โดยเรียกร้องให้กำหนดให้ประชาชนได้เลือกตั้งโดยตรง
สืบเนื่องจากกระบวนการที่มีอยู่ในปัจจุบันหากร่างฉบับนี้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาแล้วด้วยเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ก็จะต้องนำไปผ่านการออกเสียงประชามติโดยประชาชนอีกครั้งหนึ่ง หากประชาชนร่วมกันออกเสียงลงมติ “เห็นชอบ”กับการมีผู้ร่างรัฐธรรมนูญจากการเลือกตั้งโดยตรงแล้ว ย่อมไม่มีอำนาจใดที่ใหญ่กว่าอำนาจของประชาชนได้อีก และจะไม่เท่ากับการที่รัฐสภาเป็นผู้ “ให้” ประชาชนเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้
ณัฐวุฒิรับหนังสือและกล่าวว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 เขียนไว้ชัดเจนว่า ในกรณีของการเลือกตั้งสสร.โดยตรงนั้นไม่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่เป็นส่วนหนึ่งของข้อจำกัดในการที่พูดถึงกระบวนการในแง่ของการยกร่าง ทั้งนี้ทั้งนั้นตนไม่ได้หมายถึงว่า อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญจะไม่ใช่อำนาจของพี่น้องประชาชน แม้กระทั่งคำวินิจฉัยฉบับนั้นเอง แม้กระทั่งในการพูดคุยของกรรมาธิการ แม้กระทั่งถ้อยคำที่ระบุในการยกร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังมีการพิจารณานั้นก็ล้วนยืนยันว่า ในท้ายที่สุดอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของประชาชนโดยแท้”
โดยณัฐวุฒิรับปากจะส่งหนังสือให้กับคณะกรรมาธิการและบันทึกไว้ว่าการมายื่นหนังสือในวันนี้เป็นจุดยืนของประชาชนที่ต้องการให้เลือกตั้งสสร. พร้อมทิ้งท้ายไว้อีกว่า “แต่ถึงอย่างไรการยกร่างนั้น มีการลงมติเห็นชอบร่วมกันเรื่องกลไกในการร่างรัฐธรรมนูญผ่านการรับสมัครผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนประชาชน และรัฐสภาจะเป็นผู้เลือก เราปฏิเสธสิ่งนี้ไม่ได้ แต่จะเพิ่มกลไกคณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นและกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ”
ไพฑูรย์ สร้อยสด เลขาธิการสมัชชาคนจน กล่าวว่า “ที่ผ่านมาเราเห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเราได้รับผลกระทบจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 เป็นอย่างมาก พี่น้องหลายคนถูกไล่รื้อ คุกคาม ข่มขู่ให้ออกจากบ้านอันเป็นผลพวงจากแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มากไปกว่านั้นความคิดเห็นของประชาชนไม่เคยถูกรับฟังอย่างแท้จริงเพราะรัฐราชการเข้มแข็ง ซึ่งเราได้ผลักดันเรื่องนี้มาตลอดทั้งจัดเวทีระดับภาค และยก (ร่าง) รัฐธรรมนูญคนจน เพื่อต้องการบอกว่าเราต้องเป็นคนเขียนรัฐธรรมนูญด้วยตัวของเราเอง ใช้ได้ภาษาที่คนทุกข์คนยากสามารถอ่านแล้วเข้าใจ ไม่ใช่ให้ผู้มีอำนาจมาเขียนแทนเราและต้องเขียนใหม่ทั้งฉบับเพื่อที่จะสอดคล้องกับวิถีชีวิตของเรา”


